TH | EN


วันที่เพิ่มข้อมูล : 7 march 2559
มีผู้เข้าชมทั้งหมด : 893 ครั้ง

การปรับปรุงกิจการเพื่อเพิ่มผลกำไร

การปรับปรุงกิจการเพื่อเพิ่มผลกำไร

                เนื่องจากการประกอบธุรกิจ ต้นทุน คือสิ่งสำคัญ การที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้นั้น รายรับจะต้องมีสูงกว่ารายจ่าย ยิ่งมีช่องว่างห่างกันเท่าใดยิ่งถือว่าดีมากขึ้น การปรับปรุงเพื่อที่จะให้ทรัพยากรที่มีอยู่เท่าเดิม แต่สามารถที่จะสร้างมูลค่าได้เพิ่มขึ้น เช่นกระบวนการผลิต ซึ่งใช้คนงานเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรก็จะสามารถทำงานได้ตลอดแบบมีประสิทธิภาพ สะท้อนเรื่องของการคิดต้นทุนและรายจ่าย รายรับว่าจะสามารถหาหนทางที่ดีกว่าเดิมได้หรือไม่   สิ่งแรกๆ ที่หลายคนจะนึกถึงน่าจะต้องเป็นการปรับลดพนักงาน ลดต้นทุน ลดคุณภาพวัตถุดิบ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวถึงนี้ เมื่อเราไปปรับลดเข้า สิ่งที่ลดลงตามมาด้วยเห็นๆ ก็คือคุณภาพสินค้าหรือบริการที่เราจะต้องส่งต่อให้แก่ลูกค้า และความพึงพอใจของลูกค้าลดลงไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงอยากจะขอนำเสนอวิธีลดต้นทุนในหนทางอื่นที่ไม่จำเป็นต้องบีบให้ต้องลดคุณภาพลง แต่เป็นการปรับปรุงธุรกิจเพื่อเพิ่มกำไรให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน 5 ข้อดังนี้

1.รั้งพนักงานให้อยู่นานๆ

ใครจะรู้บ้างว่าต้นทุนในการแทนที่พนักงานนั้นอาจสูงกว่ารายได้ทั้งปีของพนักงานคนหนึ่งถึง 150% เลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพนักงานคนที่ตัดสินใจลาออกนั้นเป็นพนักงานที่มีประสิทธิภาพ รู้ระบบการจัดการงานในองค์กรของเราเป็นอย่างดี หรือเป็นพนักงานที่เราเคยลงทุนให้ไปเรียนรู้ความรู้และสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานจากคอร์สเรียนมาแล้ว มากมายแล้ว จนทำให้การรับพนักงานเข้ามาใหม่ก็เปรียบเสมือนการเริ่มต้นลงทุนทุกสิ่งทุกอย่างใหม่กับคนๆ หนึ่งเลย

2.เลือกประกันให้เหมาะสม

หากลองแบ่งเวลาส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจไปศึกษาด้านประกันสำหรับบริษัทดีๆ จะพบว่าในแต่ละปีอัตราค่าประกันนั้นจะมีความแตกต่างกันอยู่ค่อนข้างมากเลย  บางปีนั้นบริษัทประกันเจ้าที่เราใช้บริการอยู่ ราคาเบี้ยประกันต่ำกว่า ในขณะที่บางปีอีกเจ้าหนึ่งกลับคิดค่าเบี้ยประกันที่ต่ำกว่า  ทำให้ในเรื่องของประกันนี้เราไม่ควรที่จะเลือกใช้เจ้าเดิมตลอดทุกปีโดยที่ไม่ได้ศึกษาหาขอมูลใหม่ๆ ที่มีการอัพเดทก่อน

3.ใช้เวลาให้คุ้มค่า

เวลาก็นับว่าเป็นต้นทุนอีกอย่างหนึ่งที่ควรต้องคำนึงถึง ในการทำธุรกิจ ซึ่งในแต่ละวันนั้นทุกคนมีต้นทุนเวลาที่เท่ากันนั่นก็คือ 24 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำทุนนี้ไปลงกับกิจกรรมอะไรเพื่อให้เกิดผลกำไรงอกเงยมากขึ้นได้  มีผลสำรวจพบว่าผู้นำจำนวนมากจากหลายๆ องค์กรนั้นเลือกที่จะใช้เวลาเข้าไปควบคุมดูแล social Network ด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อประเมินเวลาออกมาแล้วนับว่าเสียเวลาเป็นอย่างมาก หากหาคนมาช่วยดูแลส่วนนี้ได้และเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่าก็ช่วยใช้เวลาได้คุ้มค่ากว่า รวมไปถึงการจัดประชุมบ่อยๆ ก็ควรที่จะต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่าการประชุมในแต่ละครั้งมีจุดประสงค์เพื่ออะไร และคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปแค่ไหนด้วย

4.เทรนพนักงาน

จริงๆ แล้วการจัดคอร์สเทรนทักษะต่างๆ หรืออบรมสัมมนาพนักงานอาจดูเหมือนเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับองค์กร แต่ในความเป็นจริงหากทำสำเร็จแล้ว จะช่วยลดต้นทุนได้ไม่น้อยเลย นั่นเป็นเพราะด้วยจำนวนพนักงานเท่าเดิม แต่หลังจากได้รับการฝึกอบรมแล้ว พนักงานเหล่านี้ก็จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจมีแนวคิด หรือความสามารถต่างๆ ที่จะช่วยให้องค์กรไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงมากขึ้นตามไปด้วย

5.ใช้ Technology เข้ามาช่วย

ทุกวันนี้มีเทคโนโลยี Software และ Application อยู่หลายอย่างที่ช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น บางอย่างก็สามารถช่วยให้ธุรกิจสามารถประหยัดเวลาและต้นทุนได้เป็นอย่างมาก อย่างเช่น Application อย่าง  Mailchimp ก็ช่วยให้เราบริหารการรับ-ส่ง Email แคมเปญต่างๆ ให้กับลูกค้าแบบไม่มีตกหล่น, Evernote ช่วยบริหารจัดการชีวิตและเตือนความจำถึงสิ่งต่างๆ ในธุรกิจ, Linken ก็ช่วยให้เราสร้างเครือข่ายได้กว้างขวางขึ้น อีกทั้ง Application Video Call ต่างๆ ที่จะช่วยให้การประชุมเป็นเรื่องง่ายที่ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากขึ้นด้วย นับว่า Technology เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรลงทุนในปัจจุบันเพื่อเป็นการลดต้นทุนในอนาคตเลยก็ว่าได้

จะเห็นได้ว่าทั้ง 5 วิธีเหล่านี้เป็นวิธีลดต้นทุนที่ใกล้ตัวเป็นอย่างมากทั้งในเรื่องการจัดการพนักงาน ทั้งการบริหารเวลา และการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจแทบทั้งนั้น ซึ่งนอกจากนี้หากสังเกตให้ดีแล้วทั้ง 5 วิธีก็ล้วนแต่เป็นวิธีที่จะช่วยลดต้นทุนได้ในระยะยาวหากตัดสินใจลงมือทำไปแล้ว  ดังนั้นก่อนหาวิธีเพิ่มกำไรให้ลองเริ่มต้นจากการหาวิธีลดต้นทุนแบบใกล้ตัวดูก่อนนะคะ